98:) ตุ๊กตา หมา ๆ มือ ๆ มึน ๆ
กรกฎาคม 4, 2009 by gummyinpai97:) ว่าง ๆ หมา ๆ เศษผ้า
กรกฎาคม 3, 2009 by gummyinpaiในวันว่าง ๆ
กองเศษผ้า
มีหมาอยู่ข้าง ๆ
แมวก็เดินไปเดินมา
น้องก็ว่าง ๆ
หลายวันแล้วที่ผ่านไปมา
เหมือนเดิม
สบาย ๆ
ว่าง ๆ เปล่า ๆ หายใจเข้า ออก หลายครั้งแล้ว
เหมือนเดิม
เจ๊ขอขยับสักนิด ตะคิวจะกินแว้วนิ
ว่าแล้วก็ขีด ๆ เขียน รูปตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา
ดูนู่น ดูนี่นิด คนอื่นเค้าทำอะไรไว้บ้าง
เราก็ดูไว้เป็นกูรู หรือกรูก็รู้ด้วยนะ ไม่ว่ากัน
ส่งต่อให้น้อง ๆ ทำกัน
มือที่เคยว่าง ๆ หน้าที่หันออกไปคนละทาง ก็หันมารวมหัวกัน
ช่วยกันตัด ช่วยกันเย็บ ช่วยกันใส่นุ่น ใส่ตา ใส่ปาก
ส่วนเจ๊ก็ใส่ชีวิตให้มันอีกครั้ง จากชิ้นส่วนที่แทบไม่มีใครมอง
มารวมตัวกันใส่หีบห่อให้สวยงาม
พร้อมจะเป็นเพื่อนของคนที่เลือกมันไปอยู่ด้วยกัน
ทุกอย่าง ดำเนินอย่างรวดเร็ว
แล้วทุกคนก็กลับมาว่างเหมือนเดิม เฮ่อ…
หมาตัวนี้ชื่อ จุ๊บ จุ๊บ ค่ะ
มันเป็นหมาที่หวงก้าง หวงของที่สุด มันถึงได้อ้วนตุ้ยค่ะ
ใคร ๆ ก็รักจุ๊บ แต่ต้องระวังมันกัดขาสวย ๆ นะคะ
จุ๊บขี้วีน ขี้ รำคาญ แต่ถ้ามีของกิน มันเข้าเฝ้าได้ทั้งวัน
แล้วมันจะมาหวงเราด้วย ไม่ให้ใครรังแกเราค่ะ
96:) a day in pai ตอน วันนี้อากาศดีมาก
มิถุนายน 19, 2009 by gummyinpai

มันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ ที่ทุกคนน่าจะรู้ว่า อะไรคืออากาศดีมาก
อากาศที่มาจากลมเย็นพัดผ่านจากทิศหนึ่งไปทิศหนึ่ง
ขณะที่พัดไปตามแรงลม ได้ผ่านร่างกาย ได้เข้าไปในรูจมูก
ได้เข้าไปไหลเวียนในปอด ในหัวใจ และออกมาเป็นลมให้กับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด
รูขุมขนและผิวหนังของเรามันช่างรู้สึกดี ถึงความสะอาด ความเย็น ความใจดีของลม
รู้สึกผ่อนคลาย และ รักบ้าน รักต้นไม้ รักสีเขียว รักท้องฟ้า
ที่เมืองปาย หน้าฝน อากาศตอนเช้า จะเป็นเช่นนี้
ด้วยว่า บ้านของเราอยู่ท่ามกลางภูเขา ท้องนา ต้นไม้ที่เราปลูก ท้องฟ้าที่มีเมฆปกคลุมเป็นกลุ่มเป็นก้อน
พอมีช่องว่างให้แสงอาทิตย์ลอดมาได้บ้าง และช่วยลดความร้อนแรงของพระอาทิตย์ลงได้
เป็นแสงรำไร เหมือนเป็นลำสีทอง ที่ล่องลอย เบา ๆ แปะไปบนยอดหญ้า ต้นไม้ ภูเขา และบ้านของเรา
รู้สึกดีมาก ๆ ที่ได้มีเวลาช่วงเช้า มารับความเย็นจากสายลม และดูแสงแดด เริงระบำบนยอดหญ้า
ดูเป็นเรื่องความสุขธรรมดา ๆ
แต่จริง ๆ แล้วการที่อากาศเย็นสบายดีมาก มันหายากมากมานานแล้ว
หลาย ๆ คนคงไม่ค่อยได้รับประสบการณ์แบบนี้
มันเป็นความสุข สงบ เย็นสบายใจ อย่างที่ฉันเคยฝันว่า
ฉันอยากมีความสุข สงบแบบนี้
เช้า ๆ ได้อยู่บ้านอ้อยอิ่ง กินกาแฟ อ่านหนังสือ มีชาลี ผ้าถุง อยู่บนตัก
แมว 2 ตัว ที่ชอบแสดงความว่างจากการงาน
มันสอนเราทุกวันว่า ดูเราสิไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องเก็บตุนอาหาร อาหารของแมวมีเต็มท้องนา
ไม่สะสม ไม่โลภ ไม่กลัว แค่มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข สงบก็เพียงพอ
เราว่า หมา แมว มันโครตพอเพียง ไม่เครียด หิวก็กินให้อร่อย เหนื่อยก็นอน เรียบง่ายจริง ๆ
แค่ขอให้มีอากาศดี ๆ ให้กับมนุษย์
เราก็ทำงานที่เรารักด้วยความพอดี ไม่ดิ้นรน โลภมาก
ชีวิตก็สุขสงบ ไม่ร้อนรน
95:) a day in pai: daily painting
มิถุนายน 4, 2009 by gummyinpaiวาดรูปด้วยโปรแกรม artage เล่น ๆ
พอดีเห็นขวดน้ำอยู่บนโต๊ะ
สักดริ๊ง
title : a bottle of water

94:) ร่างกายเราทำอะไรบ้างใน24ชั่วโมง
มิถุนายน 1, 2009 by gummyinpaiร่างกายเราทำอะไรบ้างใน24ชั่วโมง
นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียได้วิจัยและค้นคว้าร่างกายของมนุษย์เราว่า
ทำอะไรบ้างในแต่ละชั่วโมง
*01.00 น. คนส่วนใหญ่จะนอนหลับ
ร่างกายจะมีความรู้สึกไวต่อความเจ็บปวดมาก
02.00 น. นอกจากตับแล้ว ส่วนต่างๆ
ของร่างกายจะเคลื่อนไหวช้ามาก
03.00 น. ร่างกายทั้งหมดจะพักผ่อน กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย
ความดันจะต่ำ ชีพจรจะเต้นช้า การหายใจก็จะช้า
*04.00 น. สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยมาก
ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตายไปในระยะเวลานี้
05.00 น. ไตจะไม่ทำหน้าที่กรอง
เนื่องจากเราได้พักผ่อนมาระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น
ในเวลาตื่นนอนอารมณ์จะรู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ
06.00 น. ความดันเลือดจะสูงขึ้น หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น
07.00 น. ภูมิต้านทานโรคในช่วงนี้จะดีมาก
เพราะร่างกายได้พักผ่อนมาแล้ว
*08.00 น. ตับจะทำหน้าที่ขับพิษออกจากร่างกาย
ในช่วงนี้ไม่ควรดื่มสุรา
09.00 น. จิตใจ อารมณ์ การทำงานจะดีมากในช่วงนี้
10.00 น. เป็นช่วงที่ร่างกายและสุขภาพจะดีมาก
เหมาะที่จะทำงาน
11.00 น. เป็นช่วงที่ขยันขันแข็งในการทำงาน
ร่างกายยังไม่อ่อนเพลีย
12.00 น. ช่วงตอนที่จะหยุดงาน
ทางที่ดีที่สุดอย่าเพิ่งรับประทานอาหาร ควรจะรอช้ากว่าไปอีกสักหน่อย
แล้วทานเอาช่วงเวลาประมาณ 12.30 หรือ 13.00 น. ก็จะดี
13.00 น. ตับจะพักผ่อน
เนื่องจากเวลาการทำงานที่ดีได้ผ่านไปแล้ว
ร่างกายในช่วงนี้จะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย
*14.00 น. เป็นช่วงระยะเวลาที่ร่างกายรู้สึกอืดอาด
เชื่องช้าที่สุดในระยะหนึ่งของแต่ละวัน
15.00 น. ระบบต่างๆ ของร่างกายจะมีปฏิกิริยาที่ไวมาก
สมรรถภาพของพละกำลังเริ่มฟื้นฟูขึ้น
16.00 น. ในกระแสเลือด จะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น
แต่ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
17.00 น. สมรรถภาพในการทำงานจะเพิ่มขึ้น
จะเห็นได้จากนักกีฬาที่ออกกำลังกาย จะมีเรี่ยวแรงเพิ่มมากขึ้น
18.00 น. ความรู้สึกต่ออาการเจ็บปวดจะลดน้อยลง
ขอให้เพิ่มการออกกำลังกาย
*19.00 น. ความดันของเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น
อารมณ์จะไม่ค่อยดีนัก มักจะเกิดงขึ้นได้ด้วยสาเหตุเล็กๆน้อยๆ
20.00 น. น้ำหนักตัวจะรู้สึกเพิ่มมากขึ้น
สะท้อนออกถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
*21.00 น. อารมณ์จะกลับเข้าสู่สภาพปกติ ความจำจะดีขึ้น
สามารถคิดสิ่งต่างๆ ออกได้
22.00 น. ในกระแสโลหิต จะเต็มไปด้วยเม็ดเลือดขาว
อุณหภูมิในร่างกายจะลดต่ำลง
*23.00 น. ร่างกายตระเตรียมพักผ่อน
เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอ
24.00 น. เข้าสู่ชั่วโมงแห่งการหลับไหล
ชีวิตช่วงนี้ของร่างกายเราก็มีท่วงทำนองดังนี้
*01.00 น. เริ่มหาว เข้าห้องนอน
02.00 น. หลับสนิท
03.00 น. ไม่รู้สึกตัว
*04.00 น. บางครั้งก็มีปวดปัสสาวะ
05.00 น. หลับกำลังสบาย
06.00 น. ใกล้จะตื่นแล้ว
07.00 น. ขอนอนอีกชั่วโมง
*08.00 น. ตื่นนอนแบบบสดชื่น ชูมือสองข้างยืดเหยียด
09.00 น.ทำอาหารเช้าและดื่มกาแฟสักแก้ว
10.00 น. ดูทีวี
11.00 น. ทำความสะอาดบ้าน
12.00 น. อาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน
13.00 น. กินข้าวเที่ยง
*14.00 น.เข้าร้านมิตรไทย ตรวจงานและนอนพักผ่อน
15.00 น. เล่นเน็ตและดูทีวี
16.00 น. ฝึกโยคะ
17.00 น. ฝึกโยคะ
18.00 น. อาหารว่าง กาแฟสักแก้ว
*19.00 น. เล่นเน็ต ดูทีวี ทำอะไรที่มันฝึกสมอง เช่น ออกแบบ เขียน วาดรูป เรียนการตัดต่อ
20.00 น. เล่นเน็ต ดูทีวี ทำอะไรที่มันฝึกสมอง เช่น ออกแบบ เขียน วาดรูป เรียนการตัดต่อ
*21.00 น. เล่นเน็ต ดูทีวี ทำอะไรที่มันฝึกสมอง เช่น ออกแบบ เขียน วาดรูป เรียนการตัดต่อ
22.00 น. ปิดร้าน ไปกินข้าวเย็น
*23.00 น. กลับบ้าน อาบน้ำ
24.00 น. ดูทีวี
ชีวิตง่าย ๆ สบาย ๆ ของเราหน้าโลว์
มีบางวันที่ไม่เหมือนเดิม แต่มันก็จะกลับมาตามตารางนี้
มีความสุขดีที่รู้ว่าแต่ละวันเราทำอะไรบ้าง
แต่ละวันไม่มีอะไรรีบร้อน สบาย ๆ ช้า ๆ เย็น ๆ
ร่างกายและจิตใจแจ่มใส
ได้อยู่บ้าน และ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ
แล้วยังได้อยู่ในเมืองเล็ก ๆ สงบ ๆ
อากาศดีมาก ๆ
อะไรจะโชคดีขนาดนี้
ขอให้เราจงเป็นสุขตลอดไป
93:) a day in pai ตอน สี่โมงเย็นมีนัดโยคะทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
พฤษภาคม 20, 2009 by gummyinpai

เนื่องด้วยเจ็บนิ้วหัวแม่โป้ง รักษาด้วยการฉีดยาตรงนิ้วห้วแม่มือมาสองครั้งแล้ว ถ้าฉีดเป็นครั้งที่สามเมื่อไหร่
หมอบอกว่า ต้องผ่าตัด
ไม่อยากผ่าเลยค่ะ รู้สึกว่า เวลาโดนผ่าแล้ว นิ้วมันจะไม่เหมือนเดิม
ก็เลยหันมาใช้ทางเลือกอื่น
พอดีมาก มาก ที่ทางโรงพยาบาลปายมีหมอหนุ่มซึ่งเป็นผู้อำนวยการ สามารถรักษาคนไข้ด้วยวิธีการฝังเข็มด้วย
เราก็เลยได้เข้าคอร์ทฝังเข็มเป็นเวลา 10 อาทิตย์ ทุกวันพุธ
ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
เลยให้คุณหมอฝังรักษาอาการเจ็บไหล่ สบัก และตรงหน้าอกให้ด้วย
โอบร๊ะเจ้า ฝังไป 4 อาทิตย์ ไหล่ อกหายเจ็บ แต่ตรงนิ้วอะดิ ยังไม่หาย
ก็พอดี๊ พอดี ทางโรงบาลเค้ามีการฝึกโยคะทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
ของฟรีแบบนี้ เจ็ก็เลยไม่พลาด พยามไปให้ได้ทุกวัน
ถ้าไม่ฝนตกหนัก หรือมีเรื่องด่วนอะไร ก็ไปฝึกให้ได้
คนที่ปายน่ารักทุกคนเลยค่ะ
ตั้งใจฝึก มีทั้งสาว ๆ ป้า ๆ อ้วน พุงโต คุณหมอ พยาบาล แม่บ้าน แม่ค้า ข้าราชการ ก็มาฝึกกันด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนให้กำลังใจกัน ฝึก ๆ ไปก็รู้จักกันหมดค่ะ
ได้เหงื่อ และได้ออกกำลังกายทุกส่วน และก็ไม่น่าเชื่อว่า ทุกวันเราจะทำดีขึ้นเรื่อย ๆ มันจะพบเคล็ดลับในการทำท่าให้ดีขึ้นได้ทุกวัน วันละนิดก็ชื่นใจแล้ว
และที่เห็น ทุกคนตั้งใจทำ จากวันแรกที่แค่ก้มหัวให้ถึงเข่า ยังยากและเจ็บมาก จนทุกคนแม้กระทั่งคุณป้าที่ดูไม่น่าจะทำได้ก็ทำได้
วันแรกไม่สามารถเล่นท่าเรือใบได้ วันต่อมาก็ทำได้ และตั้งท่าได้นานขึ้น
มันเห็นถึงความอึดของเรา ว่า เรายังมีไฟอยู่เว้ย สู้ ๆ
ฝึกโยคะมาได้ 1 อาทิตย์แล้ว รู้สึกร่างกายกระปรี้กระเปร่า สดชื่น มีแรง ไม่เหนื่อยง่าย ความดันก็ดีขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้ ความดันต่ำค่ะ
ลองเช็คดูปรากฎว่า ความดัน 100/70 ซึ่งถือว่าเป็นปกติดีแล้ว
แล้วน้ำหนักก็ลดลง 1 กิโล จาก 55 เป็น 54 กิโลกรัม
ว่าแล้ววันนี้ก็ว่าจะไปฉลองที่บาร์ชานนท์ซะหน่อย
ไปอัพดูดข่าวคราวของเมืองปายซะหน่อย
ลิ้งคสำหรับคนที่ชอบโยคะ ฝึกเองที่บ้านก่อนได้ค่ะ จะได้มีพื้นฐานบ้างhttp://www.localhealers.com/
บล็อคเพื่อนชื่อหนิง อยู่ที่ภูเก็ตค่ะ
92:) a day in pai : ตอนวันสงกรานต์ 52
พฤษภาคม 7, 2009 by gummyinpai







สงกรานต์ปีนี้ สามวันสามคืนกับการอยู่บ้าน ได้พักผ่อนแบบขี้เกียจเต็มที่
ง่วงเป็นหลับ หิวเป็นเข้าครัว ทำกับข้าวเอง ตามข่าวการเมืองอันร้อนระอุ
ที่หาความจริงไม่มีสักช่อง อ่านหนังสือที่ค้างไว้ เล่นเน็ต ดูซี่รี่ย์เกาหลี
ไม่ได้ออกไปเล่นน้ำเลย เพราะอยากอยู่บ้านแบบเต็ม ๆ
เพราะทุกวันนี้ ต้องออกจากบ้านตอนบ่าย ๆ เข้าบ้าน ห้าทุ่ม
การได้พักผ่อน อยู่บ้านเฉย ๆ มันช่างสบาย เหมือนได้ชาร์ทแบตเต็มอิ่ม
สักวันที่ 3 แบตเริ่มล้น เริ่มขี้เกียจทำงาน เหมือนต้องโดนกระตุ้นไฟสักเล็กน้อยในวันรุ่งขึ้น
ในปีนึง มันควรจะมีวันที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย นอนขี้เกียจ ทำกิจกรรมที่เราชอบแบบอะไรก็ได้ เต็มที่
ไม่มีใครมาด่าว่าเราไร้สาระ ทำอะไรที่เสียเวลาอยู่ได้
รู้สึกชอบชีวิตที่ปายจริง ๆ ช่างโชคดี ที่เราได้มาที่นี่ตั้งแต่ยังไม่ดัง
ในยุคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก มันช่างเงียบ ช้า ๆ สบาย ๆ
ที่บ้านของเราก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ เพราะอยู่นอกเมือง ไม่มีใครมากวนเลย
ไม่ใช่ว่าเบื่องานที่ร้านนะคะ
แต่ไปร้านทุกวัน มันก็เริ่มเหมือนลูทีน
ถ้าใช้ชีวิตแบบไม่ระวัง ไม่มีสติ จะเหมือนเกิดมาเพื่อมาเปิดร้าน ขายของไปวัน ๆ
แล้วก็กลับบ้าน
การพักผ่อนให้สบาย ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย จิตใตแจ่มใส พร้อมจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างแจ่มใส ยิ้มแย้ม
91:) โรคความดันต่ำ
พฤษภาคม 5, 2009 by gummyinpaiช่วงนี้ไปโรงบาลบ่อย
เวลาวัดความดัน เรามักจะโดนทักเสมอว่า ความดันต่ำ นิดหน่อยค่ะ
90/60 เราก็ต้องถามหมอนิดนึง ว่า แล้วมันจะทำให้เราเป็นยังไงมั่ง ไอ้ความดันต่ำน่ะ
หมอตอบว่า ความดันต่ำ มันทำให้หัวใจเราทำงานหนักขึ้น เพราะความดันมันเกี่ยวกับการสูบฉีดเลือด ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมอง ไต หัวใจ ตับ ไม่ทัน ก็แย่ ถ้าเลี้ยงสมองไม่ทัน ก็หน้ามืด เป็นลมบ่อย
แต่ปัญหาคือ เราไม่ค่อยจะเป็นลมง่าย ๆ
แต่มีช่วงหลัง ๆ เริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย ปกตินี่ เราทำงานคล่องแคล่ว ยกของหนักเป็นสบาย ๆ แต่ตอนนี้ ชักไม่ไหวแฮะ เริ่มเจ็บหัวไหล่ เจ็บข้อมือนิ้วโป้ง และเจ็บตรงเหนือหน้าอกมาทางรักแร้ กดลงไปแล้วเจ็บไปถึงหลังขึ้นคอ
หมอบอกว่า อาจเพราะเราออกกำลังกายน้อย
พักหลัง ก็แด๊นซ์น้อยลง พลอยทำให้สถิติการออกกำลังกายลดลง ร่างกายก็เลยต๊อแต๊ ปวกเปียก อ่อนแอ ไม่แรดเหมือนแต่ก่อน
ความดันก็เลยต่ำ เป็นฉะนี้
เท่าที่หมอแนะนำมา มันยังงง ๆ คือหมอบอกว่า ถ้าเราไม่ค่อยเป็นลม หน้ามืด ก็อาจจะแปลว่า ความดันเราปกติ
แต่เพื่อความถ่องแท้ เราก็ต้องหาข้อมูลเพิ่ม เพื่อสุขภาพของตัวเอง
คัดลอกมาจาก การค้นหาทาง goolgle แล้วเจอเอ็นทรี่นี้พอดี
http://sesai.exteen.com/20071004/entry
ผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพกลัวกันมากๆอยู่ โรคหนึ่ง คือ โรคความดันโลหิตสูง (HYPER� TENSION) กลัวนักกลัวหนาจนกระทั่งว่าเวลาไปขอประกันชีวิต ที่บริษัทประกันชีวิตที่ไหนก็ตาม เขามักจะขอให้ไปตรวจโรคดูก่อน ถ้าพบว่าความดันโลหิตสูงมาก บริษัทประกันชีวิตนั้นๆ มักจะไม่รับประกัน
แต่ถ้าความดันโลหิตต่ำซึ่งตรงกันข้ามกับความดันโลหิตสูง บริษัทรับประกันชีวิตมักจะมองข้ามไป รับประกันชีวิตโดยไม่ลังเล
และถ้าไปคุยกับใครซึ่งรู้เรื่องการแพทย์หรือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพเสีย หน่อย บอกกับเขาว่า “ฉัน เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ” ก็มักจะได้รับคำทักว่า “ดีซิไม่ได้เป็นความดันสูงไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร”
เรื่องของเรื่องก็คือ ความดันต่ำไม่เป็นอันตราย ก็จริง แต่ก็คงจะทำให้คุณเป็นคน อ่อนแอ ไม่มีแรง ปวดหัวเวียนหัวอยู่ตลอดเวลา ทำงานทำการแบบออกแรงหน่อยก็ทำไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น
ความดันโลหิตโดยทั่วๆไปสำหรับผู้ ใหญ่นั้น ถ้าเกิน 140/90 ขึ้นไป ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงเกินควร หรือถ้าต่ำกว่า 100/60 ก็ถือว่าต่ำเกินควร
ตัวเลขเหล่านี้เราจะรู้ได้จากการวัดด้วยเครื่องวัดความดันโลหิต (SPHYG MOMANOMETER) ซึ่งจะเป็นเครื่องวัดที่ต้องใช้หูฟัง (STETHOSCOPE) หรือจะเป็นเครื่องวัดอัตโนมัติแบบที่เรียกว่าดิจิตอลก็ได้
ความดันโลหิตต่ำเกิดขึ้นได้จากต้นตอสองประการ คือ จากระบบบางอย่างของร่างกายบกพร่อง มาตั้งแต่เกิด หรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บเฉพาะหน้าบางประการ
สาเหตุบางอย่างจากระบบบกพร่องนั้น ได้แก่ คนที่โลหิตจางหรือเลือดน้อย ปริมาณรวมของเลือดต่ำและผนังของเส้นเลือดและการปั๊มของหัวใจผิดปกติ
อันตรายร้ายแรงจากระบบบกพร่องนั้น จะไม่ค่อยมี แต่ผู้ที่ความดันโลหิตต่ำมักจะ เป็นคนที่ไม่มีแรง เวียนหัว หัวหมุนและคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย ทำงาน หนักไม่ค่อยจะได้ เหนื่อยง่าย ถ้าจะพูดแบบชาวบ้านก็คงเป็นเพราะว่า “คนเอว บางร่างน้อยไม่ค่อยมี เรี่ยวมีแรงอย่างนั้นแหละ”
ส่วนที่ความดันโลหิตต่ำเพราะมีโรคภัยเฉพาะหน้าเกิดขึ้นนั้น อาจจะเกิดขึ้นเพราะโลหิตจางแบบเฉียบพลัน ซึ่งสาเหตุอาจจะเป็นเพราะ อุบัติเหตุเสียเลือดมาก หรือมีสิ่งที่เป็นท้อกซิน มากเข้าสู่ร่างกายอย่างกะทันหัน หรือต้องรับยาเคมีบางอย่าง เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งต้องรับเคมีบำบัด และต้องใช้รังสีบำบัด เป็นต้น
ขอพูดถึงวิธีแก้สำหรับผู้ที่มีโรคภัยเฉพาะหน้าก่อน ถ้าจะให้รู้ว่าเพราะโลหิตจางหรือไม่ คงจะต้องตรวจเลือดก่อน แล้วดูที่ปริมาณเม็ดเลือดขาวก่อนเป็นตัวแรก ต่อจากนั้นให้ดูที่เฮโมโกลบิน (ตัวที่รับเอาออกซิเจนเข้าไว้ในเลือด) แล้วดูเฮมาโตคริต (เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงทั้งหมด)
ถ้าชนิดของเลือดเหล่านี้ต่ำกว่าเกณฑ์จะค่อนข้างแน่ใจว่าโลหิตจาง และถ้าวัดความดันโลหิต ว่าต่ำกว่าเกณฑ์ก็ต้องให้เลือดเป็นการด่วน แต่การปฏิบัติเช่นนี้เป็นหน้าที่ของแพทย์นะครับ คุณทำเองไม่ได้ เมื่อแก้อาการโลหิตจางตามนี้ได้แล้ว ความ ดันโลหิตของคุณน่าจะขึ้นมาได้อยู่ในระดับปกติ
แต่อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องเฝ้าดูเป็นพิเศษก็คือ การที่คุณโลหิตจางนั้นเกิดจากการเลือดออกภายในร่างกายหรือไม่ เลือดออกภายในนี้อาจจะเป็นที่แผลในกระเพาะหรือลำไส้ คุณรับประทานอะไรเข้าไปเป็นกรดหรือย่อยไม่หมด ก็จะทำให้แผลภายในเลือดออกไม่หยุด อย่างนี้อันตรายแบบเฉียบพลัน ความดันโลหิตต่ำอย่างแน่นอน
ฉะนั้น อย่าวางใจถ้าความดันโลหิตต่ำจนหมดแรงจะเป็นลม แต่ไม่ พบอาการผิดปกติอย่างอื่น ให้ดูให้แน่ว่ามีเลือดออกภายในร่างกายหรือไม่ รีบส่งโรงพยาบาลด่วนนะครับ
อ้อ โรคเฉพาะหน้าที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำอีกอย่างหนึ่งและไม่ค่อยมีใครสังเกตพบ ก็คือ ผู้ที่เป็นหวัดอย่างแรง หรือไปติดเชื้อหวัดใหญ่มา ความดันโลหิตมักจะต่ำ แต่ก็ไม่มีใครค่อยสังเกต เพราะถ้าใครเป็นหวัดใหญ่ ก็มักจะให้คนไข้นอนพัก ให้ยาแก้ไข้ ให้อาหารบำรุงไม่กี่วันก็จะหาย
แต่ข้อสังเกตนะครับ ถ้ามีโอกาสตรวจความดันโลหิตและปรากฏว่าเป็นความดันต่ำแล้วละก็ รีบให้ยาบำรุงเลือดด้วย ก็จะหายเร็วขึ้นแน่ๆ
ทีนี้ก็มาถึงการแก้ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำโดยทั่วไป
1. แก้ด้วยอาหาร ควรจะให้อาหารที่เพิ่มโปรตีน ให้มากๆ สำหรับท่านที่กินอาหารชีวจิตอยู่แล้ว เราให้กินโปรตีนทั้งจากพืชและจากเนื้อสัตว์ได้
จากพืชก็คือ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร เป็นต้น
และเราให้กินปลาหรืออาหารทะเลได้ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
คุณอาจจะเพิ่มปลาได้เป็นอาทิตย์ละสัก 3 ครั้ง และถั่ว-เต้าหู้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 25% แทนที่จะเป็น 15% ตามสูตรหนึ่งของเรา
2. กินวิตามิน B COMPLEX 100 มก. เป็นประจำวันละ 1 เม็ด และให้แถม B1 100 มก.
และ B12 500 ไมโครแกรม อีกอย่างละเม็ด
3. แคลเซียม 1,000 มก. และโปแตสเซียม 500 มก. กินประมาณ 1 เดือน เว้น 1 เดือน
4. วิตามิน E 400 IU. วันละ 1 เม็ด
5. ขอให้ออกกำลังกายเบาๆก่อน ใช้วิธีรำตะบองแบบชีวจิตจะดีที่สุด แรกใช้แต่ละท่า ประมาณ 20 ครั้ง เมื่อรู้สึกดีแล้ว ให้เพิ่มเป็นท่าละ 3 ครั้ง
6. ใช้หัวแม่มือนวดเบาๆ บริเวณกลาง หน้าอกแล้วเลื่อนไปที่บริเวณใกล้รักแร้สองข้าง
จาก.. คอลัมน์ชีวจิต หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
_______________________________________________
ถ้าเป็นความดันต่ำควรจะทำตัวอย่างไร และรับประทานอะไรที่ทำให้ดีขึ้นหรือหายขาดเลย
คำตอบที่ดีที่สุด – เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต
ทั้งนี้เพราะการกินขนมหรือน้ำที่เป็นน้ำหวาน พลังงานที่ได้เข้าไปส่วนใหญ่จะเป็นไปในรูปของน้ำตาลเชิงเดี่ยว ที่ถูกย่อยดูดซึมได้เร็ว แต่ก็เผาผลาญได้รวดเร็วเช่นกัน เปรียบเสมือนใช้ฟางเป็นเชื้อจุดไฟ เมื่อกินน้ำตาลประเภทนี้เข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดจะขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอาการสดชื่นอย่างรวดเร็ว แต่ระดับน้ำตาลที่ขึ้นสูงนี้จะอยู่ไม่นาน แล้วก็ลดระดับลงมาใกล้ปกติ
ในขณะที่ร่างกายจะตอบสนองต่อระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นด้วยการหลั่งอินซูลินออกมา ซึ่ง Action ของอินซูลินนี้จะทำให้ระดับน้ำตาลลดต่ำลง
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ อินซูลินจะต้องใช้เวลาในการสร้างและหลั่งออกมา ถ้าเรากินน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่เผาผลาญได้เร็ว กว่าอินซูลินจะออกมา น้ำตาลพวกนี้ก็ถูกใช้ไปหมดแล้ว แต่เมื่ออินซูลินออกมาก็จะกดระดับน้ำตาลที่กลับมาสู่ระดับปกติให้ลดต่ำลงไป มากกว่าปกติ จนมีอาการหน้ามืด ความดันต่ำได้ง่าย คนพวกนี้ก็จะต้องรีบหาอะไรหวานๆ ใส่ปาก ทำให้มีนิสัยกินบ่อยหิวบ่อยด้วยเหตุนี้เอง แต่โดยรวมก็ไม่ได้รู้สึกสดชื่นอะไร กลับจะทำให้เหนือ่ยเพลียได้ง่ายขึ้นด้วย
วิธีแก้ก็คือให้หันมากินน้ำตาลเชิงซ้อนซึ่งต้องใช้เวลาในการย่อยและดูดซึมก็จะช่วยแก้ปัญหาได้มาก
น้ำตาลเชิงซ้อน Complex Sugar ได้แก่พวก Polysaccharides (โพลีแซคคาไรด์) ซึ่งพบในพืชประเภทข้าว ถั่ว ผัก ตลอดจนเซลลูโลส
ที่มา:
ควรเริ่มจากการดำเนินชีวิตประจำวันที่เหมาะสม
- ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออยู่เป็นประจำในแต่ละวัน
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มในปริมาณมาก
- การเปลี่ยนอิริยาบถ หรือการเปลี่ยนท่าควรทำช้า ๆ เพื่อให้ร่างกาย ปรับตัวได้ทันและป้องกัน มิให้เกิดอาการหน้ามืดg-joควรลุกยืนช้าๆ ไม่ควรรีบจนเกินไป ถ้านอนหรือนั่งนานควรจะลุกขึ้นช้าๆ โดยเฉพาะในคนสูงอายุ
- การปรับยาที่ทานอยู่เป็นประจำที่เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ ขนาดของยาควรให้เหมาะสม นอกจากนี้ถ้ากรณีที่ตรวจพบว่ามีภาวะเกลือแร่ในร่างกายต่ำควรรับประทานเกลือ ให้มากขึ้น
- การหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศร้อนนานๆ
- รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ให้ครบทั้ง 5 หมู่
ในการรับประทานอาหารควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูง ทานให้น้อยแต่บ่อยขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะความดันโลหิตต่ำหลังรับประทาน อาหารมื้อใหญ่
-นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อเพิ่ม ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือด
มีสิ่งที่ควรทราบประการหนึ่งสำหรับค่าวัดความดันโลหิตที่เป็นเกณฑ์นั้น ช่วง 90/50 ในบางครั้งสำหรับผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอยู่แล้ว เมื่อวัดค่าความดันโลหิตอาจจะต่ำกว่าเกณฑ์นี้ก็เป็นได้ ถือเป็นภาวะปกติซึ่งไม่จำเป็นต้องทำการรักษาใดๆ
การบำบัดภาวะความดันโลหิตต่ำด้วยอาหารและการออกกำลังกายจะช่วยทำให้อาการดีขึ้นแต่ไม่สามารถทำให้หายขาดได้
1. การดื่มน้ำคั้นบีทรูทสด วันละ1-2 แก้ว สามารถช่วยปรับความดันได้เป็นอย่างดี
2. รับประทานอาหารที่มีโปรตีน( กรดอะมิโน)เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อผนังเส้นเลือดและระบบประสาทอัตโนมัติ วิตามินและเกลือแร่ วิตามินบี และวิตามินซีช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยม และกระบวนการเมตาโบลิซึมของร่างกายวิตามินอีในเมล็ดทานตะวันช่วยลดการแตกตัว ของเม็ดเลือดแดงธาตุเหล็กช่วยให้เกิดสมดุลของความดันโลหิตควรได้รับสารอาหาร เหล่านี้อย่างเพียงพอ เพราะอาหารเหล่านี้จะกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนต่อมหมวกไต ช่วยในการปรับระดับความดันโลหิตให้สูงขึ้น
3. การอาบน้ำหรือการแช่ตัวในน้ำเกลือ Epsom (เกลือแมกนีเซียมซัลเฟต) โดยละลายเกลือกับน้ำในอัตราส่วน 1: 1 เกลือชนิดนี้มีขายทั่วไปตามร้านขายยา และนิยมใช้แช่ตัวในขบวนการล้างพิษอีกด้วยเนื่องจากเกลือชนิดนี้สามารถช่วย บรรเทาอาการคัน อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และช่วยชะล้างสารพิษ สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ การแช่ตัวในน้ำเกลือ Epsom ประมาณ 10 – 20 นาทีก่อนนอน จะช่วยปรับความดันให้สูงขึ้น
4. นำลูกเกด 32 เม็ดมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้นเมื่อตื่นเช้ามา ให้เคี้ยวลูกเกดทีละเม็ดร่วมกับการดื่มน้ำ
5. บดใบกระเพรา 10 –15 ใบมาบดและผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา รับประทานเมื่อตื่นนอนตอนเช้า กรดโฟลิคจากน้ำผึ้งช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
6. โยคะ ท่าโยคะบางท่าสามารถช่วยปรับสมดุลความดันได้ดี ในกรณีที่มีปัญหาความดันโลหิตต่ำ
1. ท่าshoulder stand
2. ท่า plough
7.ฝึกการหายใจ มีผลต่อสมดุลของความดันโลหิต วิธีนี้สามารถฝึกได้ทั้งผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและความดันต่ำ อ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.goodhealth.co.th/new_page_115.htm
ที่มา:
http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/20070304/news.php?news=column_23154658.php
___________________________________________
90:) ซูซาน บอยล์ ผู้ทำให้เราซู่ซ่า ตื้นตัน
เมษายน 24, 2009 by gummyinpai
ขอคารวะต่อเธอ แม่เสือน้อยของฉัน
เธอทำให้ฉันตะลึง ในภาพแรกที่เห็น เหมือนเป็นแม่บ้านที่คงมีชีวตที่น่าเบื่อ หรือ เป็นแม่บ้านทั่วไปธรรมดาที่คงมีชีวิตอยู่ในบ้านทำกับข้าว ซักผ้า กินข้าวหน้าทีวี พูดจาน่าเบื่อ ๆ ไม่มีใครสนใจ
แม่เจ้าว้อยยย…
เพียงแค่เธอถือไมล์ ร้องเพลง เธอคือ เทพี เป็นแม่เสือที่มีพลังเสียงที่ไพเราะ น่าฟัง ขนลุก ฟังแล้วน้ำตาซึม ดีใจ มันตื้นตันมาก ๆ เหมือนได้ดูแม่ของเรา ร้องเพลงเพราะ ๆ ให้เราฟัง เป็นคุณแม่ใจดี เล่าเรื่องตลกให้เราฟังได้ทุกวัน เป็นคุณแม่ที่มีเสนห์เหลือเกิน
ลองฟังดูเถอะ แล้วคุณจะรักเทอ ซูซาน บอยล์
89:) ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่แวะมาแอ่วที่ร้านนะเจ๊า
เมษายน 16, 2009 by gummyinpai


ทุก ๆ ปีจะมีลูกค้าที่น่ารัก ๆ มากมายแวะมาที่ร้าน
ดีใจมาก จริง ๆ แล้วอยากจะลงรูปของทุกคนลงในเวปนะคะ
แต่เสียที่เจ๊เอง ที่มานขี้เกียจค๊าบ
พอดีจัดไฟน์รูป ก็เจอภาพลูกค้าหนึ่งคนที่มาแอ่วเมื่อ 2549 นานมากแล้ว
เคยรับปากเค้าไว้ว่า จะเขียนลงบล็อกเรา ไม่รู้ป่านนี้ยังรอดูอยู่หรือเปล่า แฮะ ๆ
ที่ประทับใจคือ เขาตั้งใจและมีความสุขกับการเขียนโปสการ์ดถึงเพื่อน ๆ
ก็เลยขอบันทึกภาพความสุขของเพื่อน ๆ ค่ะ
อยากให้ทุกคนมีความสุขกับสิ่งที่ทำมาก ๆ ความทุกข์ จงหมดไป
ปัญหาถูกแก้อย่างถูกที่ถูกทาง มีสติในสภาวะวิกฤติเช่นนี้
ปีใหม่นี้ก็ขอให้พบกับชีวิตที่ ซึโกย กันถ้วนหน้านะคะ




















