27:) เดินตามความฝันไปทันที่ปาย 2

พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mars เดือนกุมภาพันธ์ 2549
รวมเล่มในพ็อคเก็ตบุ๊ค รวมสารคดีชีวิตข้น ๆ ของคนหนุ่มสาวจากนิตยสาร openนกของพระเจ้า” ของ นราวุธ ไชยชมภู

มิตรไทยปาย

วันเพ็ญ สังขมี เดินตามความฝันไปทันที่ “ปาย” ตอนที่1

เวลาหายไปไหน

แม้หนึ่งวันของเธอจะมี 24 ชั่วโมงเท่ากับทุกคน แต่วันเพ็ญรู้สึกว่าเวลาในชีวิตของตัวเองหายไป
ทุกๆ เช้าวันเพ็ญขี่จักรยานไปทำงาน ถึงเหงื่อจะเหนียวเหนอะเปรอะตัว แต่หญิงสาวก็อาบน้ำแต่งตัวใหม่ที่ที่ทำงานได้ เพื่อจะไม่ต้องเดินทางด้วยรถเมล์

“ฉันเบื่อการเดินทางในกรุงเทพฯ เคยยืนโหนรถเมล์ รถก็ติด ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ปรากฏว่าสลบ ล้มลงไปเลย ฉันชอบกรุงเทพฯ ตรงที่มีกิจกรรมศิลปะเยอะ มีหนังอาร์ตให้ดู แต่อากาศร้อนและสกปรก แถมอยู่กรุงเทพฯ แล้วไม่ค่อยว่าง แทบไม่ได้อ่านหนังสือหรือวาดรูป เวลาในชีวิตหายไป”
“เวลาหายไปไหน”

“ต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน พอเสร็จงานก็อยากดูหนัง ดูทีวี แล้วก็หลับ พอวันศุกร์อยากกินเหล้า เสาร์อาทิตย์ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง เวลาก็หมดแล้ว ชีวิตวนเวียนแบบนี้”
ถามว่าโจรเวลาคือใคร ถามว่าคนที่ตัดสินใจว่าจะเปล่าเปลืองเวลาไปกับอะไร อย่างไร และที่ไหน คือใคร

“ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว”

“พอได้อ่าน ‘ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว’ แล้วรู้สึกว่า นี่กูมานั่งทำอะไร เงินสี่สิบล้าน ร้อยล้าน แล้วไงวะ สุดท้ายก็มีแต่ความเครียด หนังสือเล่มนี้บอกว่ามีวิธีอยู่ด้วยการพึ่งตนเอง ฉันอยากทำ อยากทดสอบ อยากเข้าใจตัวเอง อยากมีความสุขเลย อยากอยู่ต่างจังหวัด อยากปลูกต้นไม้ อยากสบาย ๆ ตื่นนอนเช้า ๆ แล้วได้กินกาแฟช้า ๆ ไม่ต้องรีบ อยากอ่านหนังสือก็อ่าน อยากวาดรูปก็วาด อยากขี่จักรยานก็ขี่ อยากเดินทาง อยากอยู่ว่าง ๆ โดยไม่ต้องทำงาน มันจะทำได้ไหม”

กราบเท้า

ถึงจะอยากไปอยู่ต่างจังหวัดใจแทบขาด แต่เงินออมหอมริบยังไม่มากพอ วันเพ็ญจึงอดทนทำงานต่อไป
ทำงานที่บริษัทโฆษณาแห่งใหม่ราวสองปี ปัญหาเดิม ๆ ก็ย้อนกลับมาหาเธออีกครั้ง
“ลูกค้าอยากลงหน้าหลังไทยรัฐ ก็ต้องพยายามซื้อให้ได้ และซื้อในราคาถูกที่สุด บริษัทเล็ก ถ้าซื้อใหม่ต้องจ่ายสด แต่บริษัทที่เคยซื้อจะได้ส่วนลด 5 เปอร์เซ็นต์ เจ้านายอยากได้ทั้งส่วนลดและเครดิต ฉันก็พยายามวิ่งเต้นหลายทาง ขอซื้อกับนายหน้าหลายคน จนนายหน้าคนหนึ่งมองว่าเราข้ามหน้าข้ามตา โทรมาด่า บอกว่าจะซื้อกับพี่ แล้วทำไมโทรไปหาอีกคน ทำแบบนี้ไม่ต้องซื้อกับพี่แล้ว คือสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน”

“เครียดสิกู ขนลุกเลย ถ้าไม่ซื้อกับคนนี้ แล้วจะซื้อกับใคร เพราะเขาเป็นเจ้าใหญ่มาก หัวหน้าบอกว่า ไม่ต้องเครียด เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปกราบเท้าขอโทษเขาที่ออฟฟิศ เท่านั้นล่ะ ปวดหัวมากเลย ทำไมกูต้องแบกหน้าไปอีก คิดมีเดียก็เครียดจะตายอยู่แล้ว ต้องวางแผนใช้เงินใช้สื่อ จองสื่อ แล้วต้องไปขอโทษคนอีก พอไปขอโทษ เขาก็ไห้อภัย ถ้าอยากได้ พี่ขายราคานี้ ต้องจ่ายสด และไม่ได้ส่วนลด การวิ่งเต้นที่ผ่านมาจึงไม่มีประโยชน์เลย”

‘มีบาทเดียวก็เริ่มต้นได้’

ครั้งหนึ่ง, วันเพ็ญไปขี่จักรยานที่ราชบุรีกับกลุ่มเพื่อนรุ่นพี่ พอขี่จักรยานจนเมื่อยแล้ว ทุกคนนั่งพักเหนื่อยล้อมวงพูดคุยกัน
“ก๋ำ เอ็งอยากทำอะไร” รุ่นพี่คนหนึ่งเปิดประเด็น
“อยากอยู่ต่างจังหวัด อาจจะกลับไปเปิดร้านเช่าวีดิโดที่เบตง เพราะชอบดูหนัง” หญิงสาวเผยความในใจ
“แล้วทำไมไม่ทำเลย” รุ่นพี่ถามต่อ
“จะทำเลยได้อย่างไร” เธอแย้งทันที “ยังไม่มีเงิน ต้องเก็บเงินก่อน” รุ่นพี่ซักต่อว่า “ต้องมีเงินสักเท่าไหร่ถึงจะไปได้”
“คงสักสองสามแสน” หญิงสาวตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
“เก็บไปเถอะ ไม่มีทางได้หรอก ต้องเริ่มเลย มีบาทเดียวก็เริ่มได้ เรียนมาตั้งเยอะ ใช้สมองให้เต็มที่ เดี๋ยวก็อยู่ได้เอง” รุ่นพี่แนะนำ (ข้อเท็จจริง รุ่นพี่คนนี้คือ พี่วิรัช ตอนที่พบเขา ก็อายุประมาณ 36-38 พี่เขาเปิดร้านขายหนังสืออยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวไข่เป็นร้านของคุณแม่พี่เขา และพี่เขาชอบขี่จักรยาน จึงจัดทริบให้พวกชอบเหมือนกันมาขี่กันวันเสาร์อาทิตย์ และพี่เขาจบจากศิลปากร)

“กูต้องลาออก” วันเพ็ญบอกตัวเองดัง ๆ ในใจ
“กูไม่สนใจแล้วว่ามึงจะได้ไทยรัฐหรือเปล่า พอตัดสินใจได้ว่าจะออก ก็หลับสบายขึ้น ไม่มีอะไรต้องแบกไว้บนหลังอีกแล้ว”
ภาพเหล่านักท่องเที่ยวปายแบกเป้ใบโตแวบเข้าหัวผม
ตอนนั้นหญิงสาวยังไม่รู้เลยว่าจะไปอยู่จังหวัดไหน

‘บ้านกลางทุ่ง’

ล้อทั้งสี่สงบอยู่นิ่งในโรงรถ เดินอีกไม่กี่สิบก้าวก็ลอดผ่านประตูเข้าไปอีกห้องหนึ่งมิตรไทยปาบ ซึ่งไม่ต่างจากสตูดิโอศิลปะขนาดย่อม มีเฟรมภาพ ขวดสี และพู่กัน วางอยู่ตามมุมต่าง ๆ พอขึ้นบันไดไปชั้นที่สอง ห้องห้องนั้นก็เหมือนกับห้องสมุด มีพ็อกเก็ตบุ๊กและนิตยสารให้เลือกอ่านเต็มไปหมด ภาพวาดรูปหมาตกแต่งอยู่บนผนังด้านหนึ่ง ส่วนผนังอีกด้านเปิดโล่ง มีเปลผูกไว้เผื่ออยากนอนอ่านหนังสือ นอนเล่น นอนเฉย ๆ หรือนอนหลับก็เพลิดเพลินเช่นกัน ถ้ายังไม่อยากนอน สามารถเดินทะลุผนังอากาศออกไปยืนที่ระเบียงได้ เพียงมองออกไปจะเห็นทุ่งนาไกลสุดสายตา เห็นฝูงวัวควายกินหญ้าและหยอกล้อกันไปมา เห็นกระต๊อบหลังเล็กหลังใหญ่ เห็นชาวบ้านมุ่งหน้าไปที่ผืนดินของตัวเอง เห็นเทือกเขาเรียงรายลดหลั่นตรงขอบฟ้า เห็นก้อนเมฆโบยบินเอื่อยช้าตามแรงลม โดยมีบ้านหลังนี้ตั้งอยู่เพียงลำพังกลางท้องทุ่ง

“จริง ๆ แล้วมีที่ดินแค่ตรงบ้าน แต่พอมองออกไปแล้วเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของที่ดินเยอะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง พลางจิบกาแฟอุ่น ๆ
กว่าใบหน้าของวันเพ็ญจะยิ้มสดใสได้ขนาดนี้ มันผ่านการบูดบึ้งมาหลายหน เพราะทางบ้านไม่เข้าใจว่าบัณฑิตปริญญาตรีอย่างเธอจะอยู่ต่างจังหวัดทำไม เสียดายค่าปากกา สมุด หนังสือ และค่าเล่าเรียนเปล่า ๆ

“พ่อแม่ไม่เห็นด้วยเลย ด่าว่าชอบเที่ยวใช่ไหม ขี้เกียจใช่ไหม แต่ฉันดื้อ อยากอยู่ก็อยู่ เพราะอยากมีความสุข ถ้าตัวเองไม่มีความสุขก็ไม่สามารถช่วยใครได้ ต้องมีความสุขและรู้จักตัวเองก่อน ถึงจะช่วยคนอื่นได้ บอกคนอื่นได้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร แล้วจะบอกคนอื่นได้อย่างไรว่าเขาต้องทำอะไร เกิดมาชาติหนึ่งแล้ว ต้องได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ทุกวันนี้ครอบครัวก็เห็นว่าทำถูกแล้ว”

นอกจาก ‘ผ้าถุง’-แมวสีดำที่กำลังหลับสบายบนตักของวันเพ็ญ หญิงสาวอาศัยอยู่กับคนรัก-สกนธ์ สังขมี เพื่อนร่วมงานคนนั้น คนที่ยื่นหนังสือ ‘ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว’ ให้เธออ่าน
“พอดีอยากอยู่ต่างจังหวัดเหมือนกันเลยมาพร้อมกันเลย แต่ถึงไม่มีเขา ฉันก็คงมาปายอยู่ดี เพราะฉันใช้ชีวิตคนเดียวได้ ก่อนหน้านี้ก็อยู่อพาร์ตเม้นต์คนเดียว ดูหนังคนเดียว เดินห้างคนเดียว”
“แต่การมีใครสักคนเคียงข้าง มันก็อบอุ่นใช่ไหม”
“ใช่” เธอตอบทันที “มีคู่คิด มีกำลังใจ ไม่เหงา ไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป”

การมีใครคนหนึ่งเดินเคียงข้าง คอยประคับประคองช่วยเหลือบนท้องถนนอันขรุขระและลาดชันของชีวิต นับเป็นความงามที่สุดอย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ เพราะเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเดียวดาย

ปายอยู่ที่ไหน?

“พี่ครับ ผมจะไปเปิดร้านกาแฟที่ปายแล้ว” เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งโทรศัพท์มาล่ำลาวันเพ็ญ
“อ้าวเหรอ” หญิงสาวนิ่งคิด ก่อนที่จะบอกว่า “รอด้วย อยากอยู่ต่างจังหวัดพอดี เดี๋ยวจะไปด้วย”
วันเพ็ญมาปายพร้อมเงินเก็บหกหมื่น อยู่บ้านเช่าหลังละห้าร้อยหารกับเพื่อนอีกสองชีวิตตกคนละ 167 บาท และออกเงินกองกลางอีกเดือนละพัน แต่ละเดือน ๆ หญิงสาวจึงมีรายจ่ายราว 1,167 บาท

“พอมาอยู่จริง ๆ ดีกว่าที่คิดอีก แต่คนอื่น ๆ ที่มา สักพักต้องเข้ากรุงเทพฯ คิดถึงเพื่อน คิดถึงแม่ อยากเดินห้าง อยากดูหนัง ฟุ้งซ่าน อยู่ไม่ได้ ฉันกลับรู้สึกว่าแต่ละวันมีสิ่งที่อยากทำอีกเยอะ ได้ใช้ชีวิตแบบอยากทำอะไรก็ทำ หัดเขียนหนังสือ หัดวาดรูป ถ้าตั้งใจทำจริงจังก็น่าจะพอมีรายได้ กะอยู่แบบนี้ไปจนตาย วันหนึ่ง พี่ชาติ-เจ้าของร้าน be bob บอกว่า เปิดร้านสิวะ จะเดินไปเดินมาเฉย ๆ ทำไม”

‘สองมือทำได้มากกว่าน้ำปั่น’

โดยส่วนใหญ่ ถ้าร้านอาหารขายดีต้องเพิ่มโต๊ะ แต่ร้านมิตรไทยขายดีจนต้องลดโต๊ะ
ตอนปีใหม่ คนอื่นเคานต์ดาวน์กันสนุกสนาน แต่เราต้องมานั่งล้างจาน มองหน้ากัน ทำไมเศร้าแบบนี้วะ สกนธ์บอกว่า กูเหนื่อย กูรู้สึกว่าเวลาในชีวิตหายไป นอนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งได้ก็หลับ พอตื่นก็ยังไม่หายเหนื่อย ขายังไม่หายล้า สองมือทำได้มากกว่าล้างจานกับทำน้ำปั่น เลยตัดสินใจเลิก เลิกตอนขายดีเลย เงินลอยมาหน้าร้านแล้ว แต่ไม่เอา ทำไปก็ฝืนความรู้สึก มันไม่ใช่เราแล้ว มาถ่ายรูป วาดรูปให้จริงจังดีกว่า”

“ไม่เคยคิดว่ากูต้องรวย คิดแต่ว่าจะมีความสุขไหม เหนื่อยเกินไปไหม ดิ้นรนเกินไปไหม ถ้าเหนื่อยหยุดได้เลย ฉันไม่เสียดายร้านนี้สักนิด ถ้าวันหนึ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้วว่ะ ฉันก็จะปิดร้านไปทำสิ่งที่อยากทำ”

องค์ประกอบชีวิต

ห่างจากร้านมิตรไทยไม่ถึงกิโลเมตรคือที่ตั้งของมิตรไทยอาร์ต แกลเลอรี่ Pretty woman นิทรรศการศิลปะครั้งที่สอง ของวันเพ็ญอวดสายตาอยู่บนผนัง
เส้นสีที่ปาดป้ายลงบนผืนผ้าใบนั้น มีทั้งความอ่อนโยนและความเข้มแข็ง คล้ายตัวตนของคนวาด
ไม่ได้เรียนศิลปะโดยตรง ผลงานทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากความรัก และความเอาจริงเอาจังทั้งสิ้น
หญิงสาวตั้งใจจะแสดงงานอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อปี

“การวาดรูปเป็นการแสดงออกที่บริสุทธ์ ไม่ต้องสนใจว่า คนดูจะเข้าใจไหม แถมยังราคาถูกอีกด้วย อย่าง Pretty woman ถ้าทำหนังต้องใช้เงินเป็นล้าน ถ้าเขียนหนังสือก็ไม่แพงนัก ใช้ปากกาแท่งเดียวกับกระดาษ แต่ยากและต้องอธิบายเยอะ ขณะที่ฉันเองไม่ชอบอธิบายชัดเจน การาดรูปจึงเป็นวิธีสื่อสารที่เหมาะกับฉัน”

หากมองออกไปนอกเฟรมภาพ เส้นและสีที่ร่างระบายลงบนผืนผ้าใบของลมหายใจจะสวยงามแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับศิลปะแขนงหนึ่ง
“ฉันชอบดูองค์ประกอบชีวิตว่าสมดุลไหม จะดูทุกวันว่าตรงไหนยุ่งเหยิง ตรงไหนว่างโหวง สำหรับฉัน ไม่ว่าองค์ประกอบภาพหรือองค์ประกอบชีวิตก็จัดไม่ยาก เพราะยากหรือไม่ยาก มันอยู่ที่ความคิด ถ้าเข้าใจตัวเอง ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว จากนั้นก็แค่ลงมือทำ ลองดูว่าใช่ไหม ถ้าใช่ก็ทำต่อ ถ้าไม่ใช่ก็แก้ไข เหมือนวาดรูป ถ้าลงสีไปแล้วผิด ก็ลงสีใหม่ทับลงไป ฉันชอบดูมาก อยากเห็นว่าข้างล่างสีอะไร ข้างบนสีอะไร มันมีเรื่องราวในตัวเอง ชีวิตก็เหมือนกัน ทำไปเถอะ ถ้าผิดก็ทำใหม่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ว่าจะถูกหรือผิด มันก็คือตัวเรา
ศิลปะแขนงนั้นคือ-ศิลปะการใช้ชีวิต

“เมืองในฝัน”

หนุ่มสาวหลายคนออกเดินทางไกลไปเสาะแสวงหาบางสิ่ง มิตรไทยปาย06บางอย่างในเมืองต่าง ๆ ของโลก ไม่ว่านิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส ปักกิ่ง โตเกียว หรือ ธรรมศาลา
แต่เก้าปีแล้วที่ “เมืองในฝัน” แห่งนี้คือปลายทางในชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง

“ปายน่าอยู่ ชาวบ้านน่ารักมาก อากาศดี แต่คนที่อยู่ที่นี่ต้องทำให้มันน่าอยู่ด้วย อย่าโลภมาก อย่าเบียดเบียน อย่าทำร้ายใคร อยู่แบบพอเพียง พยายามขัดเกลาจิตใจตัวเองให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ เมืองนี้จะเป็นเมืองในฝันไหมก็ขึ้นกับตัวเรา การอยู่บนโลกนี้ ถ้ารับผิดชอบตัวเองให้ดี หาพอประมาณ ไม่ใช่ว่ากอบโกยเพื่อความมั่นคงตลอดชาติ เพราะคนคนหนึ่งก็ใช้นิดเดียว โลกจะน่าอยู่ขึ้น”

ผมมองคำว่า ‘Blossom’บนป้ายอีกครั้ง
คนหนุ่มสาวยุคนี้ก็คงเหมือนกับหนุ่มสาวยุคฉัน คือมีพวกค้นหาตัวเองกับไม่ค้นหา พวกค้นหาก็จะออกเดินทาง ส่วนพวกไม่ค้นหาก็จะเรียนหนังสืออย่างเดียว ไม่ทำกิจกรรมเลย ซึ่งฉันเกลียดมาก รู้ไหมว่ามันเป็นการกระทำที่โง่เหลือเกิน กิจกรรมในมหา’ลัยน่าทำมาก เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้เยอะ ฟรีอีกต่างหาก”
การลงมือทำจริงเปิดโอกาสให้เราเผชิญปัญหา แล้วการแก้ไขปัญหาจะทำให้เราเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้นี่เองทำให้คนคนหนึ่งเติบโต

ลองผิดลองถูก

เราอาจมีความรู้รอบตัวมากมาย ตั้งแต่ความกระจิดริดของอะตอม จนถึงเอกภพกว้างใหญ่ แต่ทุกครั้งที่สบตาตัวเองในกระจก ดูเหมือนเราจะไม่เคยรู้จักคนคนนั้นดีพอ
บางคนอาจรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร แต่เขาไม่มีทางรู้ว่าอยากทำสิ่งนั้นจริงไหม จนกว่าจะลงมือทำจริง

“ถามว่าตอนจบมหา’ลัย คิดไหมว่าชีวิตจะเป็นแบบนี้ ไม่เคยมีในหัวเลย มันเกิดจากการลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ จนเป็นแบบนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เป็นแบบนี้ก็คือประสบการณ์ที่ผ่านมา ฉันคิดว่าเกิดมาแล้ว อยากทำอะไร ทำเลย ไม่ทำไม่รู้ คิดดี ๆ แล้วลงมือเลย” เธอหยุดนิดหนึ่ง “แต่ฉันเป็นคนคิดแล้วทำเลย ไม่ค่อยกลัวอะไร”

“มีอะไรที่น่ากลัว แต่ไม่กลัว”

“คนอื่นกลัวไม่มีกิน เงินหมดแล้วกูจะทำอย่างไร หรือไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือเปล่า ก็ยังไม่ลองทำเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไร อย่างตอนมาอยู่ปาย ฉันขนของมาอยู่ที่ปายเลย ไม่กลัวว่าจะอยู่อย่างไร นอนตรงไหน นอนได้หมด แรก ๆ เตียงยังไม่มีเลย มีแค่ถุงนอน หนาวจนปวดกระดูก นอนแบบนี้มาเป็นปี แต่มีความสุข ทุกวันนี้ลองใช้ชีวิตให้เหลือเงินศูนย์บาท ไม่มีสักบาทจะตายไหมวะ ก็ไม่เห็นหมดตัวสักที ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าตั้งใจทำ ไม่อดตายอยู่แล้ว ขอให้คิดแล้วลงมือทำ ย้ำว่าต้องทำอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ทำมั่ว ๆ”

รู้จักตัวเอง

วันเพ็ญบอกว่าในการมีชีวิตอย ู่ไม่จำเป็นต้องรู้จักคนเยอะ คนคนหนึ่งที่ควรทำความรู้จักที่สุดคือตัวเอง
“ถ้ารู้จักตัวเอง ก็จะรู้ว่าตัวเองควรทำอะไรบ้าง วันหนึ่งฉันอาจจะไม่ชอบวาดรูปแล้ว ฉันก็ไม่เสียใจว่า เสียเวลาวาดรูปตั้งแปดปี ทำไม เพราะฉันได้ความสุขจากการวาดรูปไปแล้ว

ถ้ารู้สึกว่าอะไรที่ทำแล้วไม่ใช่ตัวเอง ก็จะเลิกทำทันที โดยไม่ลังเลเลย ถึงมันจะได้เงินเยอะ ฉันก็ไม่เสียดาย ไม่คิดเลยว่าเงินหายไปหลายหมื่น จะคิดทำไมให้เครียด ฉันก็ไปทำอย่างอื่นด้วยความสบายใจ พอสบายใจ มันก็มีพลังไปทำอะไรดี ๆ ได้อีกเยอะ ซึ่งอาจจะดีกว่าสิ่งที่เคยทำก็ได้”

“ตอนนี้รู้แล้วว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับหนัง นักเขียน นักวาดรูปหรือนักแต่งเพลง ต้องทำอย่างไร แต่ตอนนี้ฉันเลือกแบบนี้ สมมุติว่าอยากทำหนัง ต้องเข้าตัวเองก่อน ถ้าไม่เข้าใจตัวเองทำหนังไม่ได้ ต้องรู้ก่อนว่า จะสื่ออะไร ต้องการให้หนังออกมาอารมณ์ไหน แล้วทำอย่างไรหนังถึงจะออกมาแบบนั้น พอรู้ปุ๊บก็ไปเลือกช่างภาพ หานักแสดง ไม่ใช่อยากทำหนังแล้วไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ โดยไม่รู้อะไรเลย รู้จักแต่ดารา การประสานงาน แต่จับหัวใจสิ่งที่ทำไม่ได้

ดวงดาวในลมหายใจ

ผมมองไปรอบ ๆ ร้านมิตรไทย ก่อนจะก้าวออกมาเดินปะปน กับผู้คนบนท้องถนนของ ‘เมืองในฝัน’
ประกายเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ลดความสว่างลงทุกขณะ
ผมนึกถึงเด็กน้อยที่นั่งจ้องหน้าทีวีขาวดำ นักเรียนหญิงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออย่างคร่ำเคร่ง ผู้กำกับละครเวทียิ้มร่ารับเสียงปรบมือ พนักงานบริษัทโฆษณา ที่สาละวนกับการงานด้วยใบหน้าเครียดหมอง ศิลปินสาวปาดเส้นและสีลงบนผืนผ้าใบอย่างขะมักเขม้น

“คนเราเปลี่ยนแปลงทุกวัน จึงต้องค้นหาตัวเองทุกวัน สิ่งสำคัญในชีวิตของฉันคือต้องมีความสุขก่อน แล้วค่อยคิดว่าอยากทำอะไร ฉันไม่ยึดว่าต้องเป็นศิลปิน แค่ช่วงนี้วาดรูปแล้วมีความสุขเท่านั้นเอง ฉันจะต้องใช้ชีวิตต่อไปจนกว่าจะถึงวันตาย ถ้าไม่ทำอะไรบางอย่าง ก็ต้องนั่งเฉย ๆ รอวันนั้น ซึ่งคงนานมาก เลยต้องทำอะไรไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ถึงวันตายอย่างมีความสุข”
รถบัสสีส้มคันหนึ่งแล่นผ่านไป ภายในรถคันนั้นเบียดเสียดยัดเยียดด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ ล้อกลม ๆ ของมันหมุนวนไกลห่างออกไปเรื่อย ๆ ผมจึงมองเห็นเพียงสัมภาระมากมายที่กองรวมกันอยู่บนหลังคา
ที่นี่เป็นจุดหมายของผู้โดยสารหลายคน แต่ที่นี่อาจไม่ใช่ “เมืองในฝัน” ของทุกคน
สายน้ำปายกระเพื่อมไหวสะท้อนประกายแดดระยิบระยับ มันไหลเอื่อยลัดเลาะไปในท่ามกลางหุบเขา ไปในเส้นทางของตัวเอง

ปายอาจเป็นเพียงจุดหมายที่ไร้ความหมาย ที่นี่ ที่นั่น และทุกหนทุกแห่ง อาจเป็นเพียงจุดหมายที่ไร้ความหมาย
หากสายตาของเราเหม่อมองแค่ทัศนียภาพภายนอก แต่ไม่เคยจ้องลึกลงไปเห็นทัศนียภาพภายใน และเอื้อมมือคว้าดวงดาวในลมหายใจของตัวเอง

———————————————————————————————————————————-

Technorati Tags: , , , ,

2 Responses to “27:) เดินตามความฝันไปทันที่ปาย 2”


  1. 1 supatana มิถุนายน 10, 2007 ที่ 10:21 am

    เราเป็นคนพวกหนึ่งที่เรียนอย่างเดียว อืม…เคยช่วยงานองค์การนักศึกษาอยู่ภาคนึง ไปออกกิจกรรมนอกสถานที่อีกครั้งนึง ก็สนุกดีนะ แต่ชอบที่จะเข้าห้องสมุด อยู่เงียบๆ อ่านหนังสือเยอะๆมากกว่า แต่ไม่เคยเกลียดคนทำกิจกรรมเลยล่ะ

  2. 2 gummyinpai มิถุนายน 10, 2007 ที่ 1:55 pm

    ไม่รู้นะ เราว่าน่าจะเรียนด้วย และหากิจกรรมที่ตัวเองชอบ
    มัีนเป็นการฝึกเข้ากับคน
    คนมันหลากหลาย สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ ชีวิตกันได้ เราจะได้รู้จักคนดี คนชั่ว คนหลอกคน คนขี้หลี คนเห็นแก่ตัว คนมีน้ำใจ คนฉลาด คนวางตัวเก่ง
    ที่เราชอบทำกิจกรรมคือเราชอบอยู่กับเพื่อน เพื่อนที่เราอยากคบหา อยากแลกเปลี่ยน
    เพื่อนมีไว้บ้าง มีทั้งสนุก และประสบการณ์ที่ล้ำค่า
    แต่ก็ต้องเลือกด้วยว่าเราอยากมีเพื่อนแบบไหน


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




cool link

iicon
มิถุนายน 2007
พฤ อา
« พ.ค.   ก.ค. »
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

%d bloggers like this: